วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Japanese Housewife innovation

Do you know what is this for?
แต่นแต๊น....น้องหนูข้างล่างนี่เค้าเอาไว้ทำอะไรเอ่ย


It is for holding the chopsticks.
เฉลย...เอาไว้วางตะเกียบค่ะ


This is created by Japanese housewife, Tsuchihashi san.
คุณซูชิฮาชิ แม่บ้านญี่ปุ่น (ผู้มิยอมบอกอายุ) เป็นคนคิดไอเดียเก๋ๆอันนี้

She said that
"When I am frying something, and I want to leave for washing dishes or do some stuffs
during that time, I was always in trouble to find where I would place the long chopsticks!"
หล่อนบอกว่า "ตอนที่ฉันกำลังทอดอาหารอยู่ และฉันกำลังจะไปล้างจานหรือทำอะไรซักอย่างระหว่างนั้น
ฉันมักจะหาที่วางตะเกียบไม่เจอ"

I would say, in my country, Thailand, and in other western countries also,
we normally use flipper when frying something.
But in Japan, they use these long chopsticks when frying.
ต้องอธิบายก่อนว่า แม่บ้านญี่ปุ่นมักใช้ตะเกียบเวลาผัดๆทอดๆหอมอร่อยในพริบตา...
ด้วย..ตะเกียบยาวๆค่ะ ไม่รู้ทำไม ไม่ค่อยเห้นบ้านไหนใช้ตะหลิว



Imagine how irritating housewives would be when these long chopsticks
roll away or fall down if we do not put in the right position.

Unbearable with this, Tsuchihashi san wants to do something!
She saw the clothespin nearby so she cut the sponge in a zig-zag cut,
and then attached it with the pin.
At last, she could place the chopsticks near the pan!
คุณซึชิฮาชิแกก็คงหงุดหงิดว่าจะเอาไอ้ตะเกียบยาวๆนี่วางไว้ไหนดี เดี๋ยวกลิ้งหล่น
พอดีแกเหลือบไปเห็นตัวหนีบผ้า แกเลยเอามาติดกับฟองน้ำ แล้วหั่นตรงกลางฟองน้ำ
ให้เป็นรอยหยักนิดหน่อย พอวางตะเกียบได้ ท้ายสุด ก็เอามาหนีบกับกระทะเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นฮ่ะ


I think this is an amazing user innovation and very unique Japanese-style problem-solving.
(And of course, she did not forget to make it "Kawaii--cute")

ในฐานะแม่บ้าน"ผู้ใช้"ตะเกียบอันช่ำชอง ฉันรู้สึกว่า ไอเดียและวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
ของคุณซึชิฮาชิแกเก๋มาก
(และแกก็ไม่ลืมทำให้มัน คา..วา...อี้...น่าร้ากกกด้วยการวาดหน้ายิ้มมลงไปด้วยนะคะ)


Resource (Jap.):
Housewives Innovation Association!

Memo: Incremental Innovation กับชาเขียว

เสาร์ที่12 มิ.ย.ที่่แล้ว
อาจารย์เราเชิญอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับกลยุทธ์บริษัท

มีเรื่องหนึ่งที่อาจารย์หยิบมาเล่าแล้วพวกเราขำมากๆ
แกบอกว่า พอบริษัทเริ่มแข่งกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เราจะพยายามพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ให้มันดีขึ้นๆ จนมันเกินจุดที่ผู้บริโภคต้องการ

แกหยิบภาพเหล่านี้มาให้ดูค่ะ













อันนี้ชื่อ "จูโรขุฉะ (十六茶..แปลว่า ชาสิบหกชนิด)" สินค้าของบริษัทอาซาฮี (ที่ผลิตเบียร์น่ะค่ะ)
ชานี้มีส่วนผสมจากสมุนไพรต่างๆกว่าสิบหกชนิด
อาซาฮีออกชาเขียวตัวนี้มาในช่วงที่คนเริ่มมาสนใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น
และก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

อาจารย์แกเล่าเพิ่มว่า สมมติว่าชา16ชนิดสำเร็จ
ก็จะมีชา117ชนิด...17茶











18 ชนิด...達茶18118茶















19 ชนิด


















21 ชนิด..














ยังไม่พอค่ะ....ต่อไป 22 ชนิด....
















ปาไป24ชนิด
ฉันก็ไม่รู้ว่าเค้าใส่อะไรเข้าไปกันนักหนานะคะ









บริษัทโยชิโมโต้..บริษัทโปรโมตตลก ละครเวทีก็ออกชา48ชนิดออกมา












และแล้ว แช้มป์รอบนี้....ชา88ชนิดค่ะ!
ล่อไปเกือบร้อย
นำเสนอโดยบริษัทรถไฟ JR Shikoku










ผู้บริโภคเขาจะสนมั้ย รู้มั้ยว่าชาที่กินๆไปเนี่ย มันใส่อะไรกี่สิบกี่ร้อยชนิด

ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องตลกนะคะ
แต่มันเป็นปัญหาของบริษัทกำลังทำโดยไม่รู้ตัว

คอมตั้งโต๊ะ มัวแต่แข่งกันเพิ่มขนาดเมโมรี่ก็เจอโน้ตบุ๊คตี (เมโมรีน้อยกว่าแต่พกพาได้)
โน้ตบุ๊ค แข่งกันทำให้เบาขึ้นๆๆ เจอเน็ทบุ๊คตี (ฟังก์ชั่นที่ใช้ได้น้อยกว่าแต่เล็กกะทัดรัดกว่า)
บริษัทมือถือญี่ปุ่นมัวแต่แข่งกันเพิ่มเกม เพลงดาวน์โหลด ถ่ายรูป เจอไอโฟนตี (ใช้ง่าย ระบบทัชสครีน)

ต้องระวังค่ะ

ป.ล. นี่เป็นแค่ภาพตัวอย่างเฉยๆค่ะ ชา17ชนิดกับ19ชนิดนี่ เป็นของเกาหลีกับไต้หวัน
ไม่ใช่ของญีปุ่นค่ะ

ภาพประกอบ นำมาจากBlogนี้ค่ะ ...
 

Japanese Innovation: เครื่องทำซูชิ

(ไม่เกี่ยวอะไรกับUser Innovationเลยค่ะ)

วันนี้ดูทีวีตอนเช้า
เขาพูดเกี่ยวกับเครื่องทำซูชิโดยบริษัท Suzumo(鈴茂)

















เครื่องมีหลายรุ่นเหมือนกัน แต่เห็นรุ่นนี้มันคล้ายๆถังข้าว เก๋ดี
เลยหยิบมาให้ชมกัน
สนนราคาเครื่องละ 1,000,000เยน หารสามก็สามแสนบาทค่ะ
ปั้นข้าวได้๑ก้อนภายใน๒วินาที (เร็วมากก)

แค่ใส่ข้าวในหม้อ ข้าวมันจะถูกเครื่องดันปุ๊ดๆขึ้นมาเป็นก้อนค่ะ
จากนั้น ก็แค่เอาเนื้อปลาวางแปะหน้าเท่านั้นเอง
สามัญชนคนเดินดินใครๆก็ทำซูชิได้ถ้ามีเครื่องนี้

เขาว่ากันว่า กว่าจะฝึกคนคนหนึ่งให้ปั้นซูชิเนี่ย
เค้าฝึกกันอย่างน้อย10ปีค่ะ
จะบีบข้าวยังไงไม่ให้แตก ไม่ให้ร่วนเกิน
ให้พอดีคำ ความเร็วเท่าไรเมล็ดข้าวจะได้ไม่แห้ง
หรือข้าวเกาะตัวกันเป็นรูปสวยๆ

ค่าแรงพ่อครัวส่วนใหญ่เริ่มทีประมาณ50,000บาทขึ้นไป
เพราะฉะนั้น ถ้าเครื่องจักรราคาสามแสนเข้ามาแทนการจ้างคนคนหนึ่ง
ครึ่งปีกว่าก็คืนทุน ถือว่าไม่แพงเลย

บริษัทซูซูโม่ใช้เวลาในการวิจัยและปรับปรุงเครื่องมากว่า330ปี
ตอนแรก เครื่องมันคีบแล้วข้าวแตกง่ายบ้าง ร่วนไปบ้าง
แกก็ปรับใบมีดตัดข้าว ปรับวิธีการปั้น

แต่เครื่องจักร ยังไงมันก็เป็นเครื่องจักรวันยังค่ำ
คนต่างชาติกะหลั่วๆอย่างฉันดู ยังพอดูออกว่า อันไหนคนปั้น อันไหนเครื่องปั้น
ถ้าเครื่องปั้นมันจะกลมๆกว่า หัวมนท้ายเท่ากันเป็นบล๊อกๆ
ถ้าคนปั้น มันจะเรียวๆกว่าค่ะ

แต่เขาพิสูจน์แล้วว่า คุณสมบัติของจริงกับที่เครื่องทำมันไม่ต่างกัน
ญี่ปุ่นเขาทดสอบโดยการจับข้าวที่พ่อครัวปั้นกับทีเครื่องนี้ปั้นไปตรวจเข้าเครื่องMRIเลยค่ะ
(ไอ้เครื่องที่เอ๊กซเรย์สมอง ไขมันในท้องน่ะค่ะ)
เห็นแล้วตลกดีที่ข้าวก้อนเล็กๆสองก้อน ถูกลำเลียงเข้าสายพานเข้าเครื่องจักรขนาดใหญ่

ผลสรุปว่า อุณหภูมิความร้อนที่เหลือในก้อนข้าวและช่องว่างอากาศของทั้งสองแบบใกล้เคียงกันมาก

เจ้าของบริษัทเล่าว่า กว่าจะทำได้ถึงขั้นนี้ ผ่านการดัดแปลงปรับเปลี่ยนมาเยอะมาก
แกพัฒนามาถึงขนาดนี้ได้เพราะความเจ็บใจค่ะ
แต่ก่อน แกเคยถูกพ่อครัวที่ทำซูชิสบประมาทว่า
ซูชิจากเครื่องจักรจะไปอร่อยเท่าที่คนปั้นสดๆได้ไง
แกเลยเจ็บใจ พยายามคิดค้นปรับปรุงเครื่องจักรให้ใกล้เคียงของจริงได้มากที่สุด
ลุงตบท้ายด้วยคำซึ้งว่า อยากให้ของแพงๆอย่างซูชิเป็นสิ่งทีคนธรรมดาหากินได้ในราคาถูก
ทุกคนจะได้มีความสุข

ฉันดูข่าวนี้ ฉันก็รู้สึกเหงาๆนะ เพราะฉันแอบเชียร์ซูชิแบบที่คนปั้นมากกว่า
ชอบดูเวลาพ่อครัวหยิบข้าวมาฟุบฟับ บีบๆด้วยสีหน้าขะมักเขม้น
เอาสองนิ้วคีบเนื้อปลามาแปะโชะ ร้อง"ไฮ้!"แล้ววางตรงหน้าเรา

ฉันเอง คงเหมือนคุณลุงแก่ๆ
ที่ยังยืนยันว่า เสียงเพลงจากแผ่นเสียงเพราะกว่าฟังจากแผ่นCD
ทั้งๆที่เด็กๆรุ่นนี้มันไม่รู้จักแผ่นเสียงแล้ว

อีกหน่อย...คงไม่ค่อยมีใครเห็นคนปั้นซูชิแล้วเหรอ
นึกแล้วก็เศร้าใจ

ป.ล. ใครอยากดูรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องปั้นนี้ ลองคลิกลิ้งค์ใต้ภาพนะคะ
หรือไม่ก็ดูทางYoutubeตามลิ้งค์ข้างล่างค่ะ
มีหลายแบบค่ะ เช่น แบบห่อสาหร่าย แปะเนื้อปลา
 

Memolody นวัตกรรมความคิดใน TPBS

การสร้างสื่อมัลติมีเดีย

ขั้นตอนในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย
        ในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบทเรียนรูปแบบใด จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดหัวหัวเรื่อง, เป้าหมาย, วัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้ จากนั้นก็ทำการ วิเคราะห์ (Analysis), ออกแบบ (Design), พัฒนา (Development), สร้าง (Implementation), ประเมินผล (Evaluation) และนำออกเผยแพร่ (Publication) ซึ่งการสร้างสื่อมัลติมีเดีย
         ที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า การจัดทำสื่อมัลติมีเดีย นี้เป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ ซึ่งหมายความว่าใครๆ ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ก็สามารถจะสร้างสื่อมัลติมีเดียได้ ในที่นี้จะกำหนดขั้นตอนการสร้างสื่อมัลติมีเดียโดยละเอียด ทั้งหมด 7 ขั้นตอน เพื่อสะดวกกับผู้เริ่มต้นที่สนใจในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย (สุกรี รอดโพธ์ทอง 2538 : 25-33) ดังนี้

1. ขั้นการเตรียม (Preparation)
                    - กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ (Determine Goals and Objectives) คือการตั้งเป้า
หมายว่าผู้เรียนจะสามารถใช้บทเรียนนี้เพื่อศึกษาในเรื่องใดและลักษณะใด กล่าวคือ เป็นบทเรียนหลักเป็นบทเรียนเสริม เป็นแบบฝึกหัดเพิ่มเติมหรือแบบทดสอบ รวมทั้งการนำเสนอเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการเรียน เราจะต้องทราบพื้นฐานของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน เพราะความรู้พื้นฐานของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการเรียน
                    - รวบรวมข้อมูล (Collect Resources) หมายถึง การเตรียมพร้อมทางด้านของเอกสารสนเทศ (Information) ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
                    -  เนื้อหา (Meterials) ได้แก่ ตำรา หนังสือ เอกสารทางวิชาการ หนังสืออ้างอิง สไลด์ภาพต่างๆ
แบบสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้ หรือทดลองจากสภาพการณ์จำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้หรืออยู่ไกลไม่สามารถนำเข้ามาในห้องเรียนได้ หรือมีสภาพอันตราย หรืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้ำ ๆ สามารถใช้สาธิตประกอบการสอนใช้เสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ซ่อมเสริมภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ที่ใด เวลาใด ก็ได้
                    - การพัฒนาและออกแบบบทเรียน (Instructional Development) คือ หนังสือการออกแบบบทเรียน กระดาษวาดสตอรี่บอร์ด สื่อสำหรับการทำกราฟิก โปรแกรมประมวลผลคำ เป็นต้น
                    - สื่อในการนำเสนอบทเรียน (Instructional Development System) ได้แก่ การนำเอา
คอมพิวเตอร์สื่อต่างๆ มาใช้งาน
                    - เรียนรู้เนื้อหา (Learn Content) เช่น การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การอ่านหนังสือหรือ
เอกสาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียน ถ้าไม่มีการเรียนรู้เนื้อหาเสียก่อนก็ไม่สามารถออกแบบบทเรียนที่มีประสิทธิภาพได้
                    - สร้างความคิด (Generate Ideas) คือ การระดมสมองนั่นเอง การระดมสมองหมายถึง
การกระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นต่างๆ เป็นจำนวนมาก

          2. ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน (Design Instruction) ขั้นตอนการออกแบบบทเรียน
เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นหนึ่งในการกำหนดว่าบทเรียนจะออกมามีลักษณะใด
                    - ทอนความคิด (Elimination of Ideas)
                    - วิเคราะห์งานและแนวความคิด (Task and Concept Analysis)
                    - ออกแบบบทเรียนขั้นแรก (Preliminary Lesson Description)
                    - ประเมินและแก้ไขการออกแบบ (Evaluation and Revision of the Design)

          3. ขั้นตอนการเขียนผังงาน (Flowchart Lesson) เป็นการนำเสนอลำดับขั้นโครงสร้างขอ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผังงานทำหน้าที่เสนอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม เช่น อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนตอบคำถามผิด หรือเมื่อไหร่จะมีการจบบทเรียน และการเขียนผังงานขึ้นอยู่กับประเภทของบทเรียนด้วย

          4. ขั้นตอนการสร้างสตอรี่บอร์ด (Create Storyboard) เป็นขั้นตอนการเตรียมการนำเสนอข้อความ ภาพ รวมทั้งสื่อในรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ ลงบนกระดาษเพื่อให้การนำเสนอข้อความและรูปแบบต่างๆ เหล่านี้เป็นไปอย่างเหมาะสมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป

          5. ขั้นตอนการสร้างและการเขียนโปรแกรม (Program Lesson) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลสตอรีบอร์ดให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงฮาร์ดแวร์ ลักษณะและประเภทของบทเรียนที่ต้องการสร้าง โปรแกรมเมอร์และงบประมาณ

          6. ขั้นตอนการประกอบเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials) เอกสารประกอบบทเรียนอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ คู่มือการใช้ของผู้เรียน คู่มือการใช้ของผู้สอน คู่มือสำหรับแก้ปัญหาเทคนิคต่างๆ และเอกสารประกอบเพิ่มเติมทั่วๆ ไป ผู้เรียนและผู้สอนย่อมมีความต้องการแตกต่างกัน คู่มือจึงไม่เหมือนกัน คู่มือการแก้ปัญหาก็จำเป็นหากการติดตั้งมีความสลับซับซ้อนมาก

          7. ขั้นตอนการประเมินผลและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise) บทเรียนและเอกสารประกอบทั้งหมดควรที่จะได้รับการประเมิน โดยเฉพาะการประเมินการทำงานของบทเรียน ในส่วนของการนำเสนอนั้นควรจะทำการประเมินก็คือ ผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบมาก่อนในการประเมินการทำงานของบทเรียนนั้น ผู้ออกแบบควรที่จะสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนหลังจากที่ได้ทำการเรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ แล้ว โดยผู้ที่เรียนจะต้องมาจากผู้เรียนในกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนนี้อาจจะครอบคลุมถึงการทดสอบนำร่องการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญได้
ในการประเมินการทำงานของบทเรียนนั้นผู้ออกแบบควรที่จะสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนหลังจากที่ได้ทำการเรียน
จากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นๆ แล้ว โดยผู้ที่เรียนจะต้องมาจากผู้เรียนในกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนนี้อาจจะครอบคลุมถึงการทดสอบนำร่องการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญได้

Multipoint

Multipoint เป็น Technology ที่ทาง Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถต่อเชื่อมกับ mouse ได้มากกว่า 1 ตัว จนถึง 250 ตัว สามารถทำได้โดยการใช้ Microsoft Office PowerPoint 2003/2007 และติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ Multipoint คือ MithyMice โปรแกรมนี้จะใช้สำหรับเป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับสถานศึกษาที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียนน้อย เช่น Computer 1 ตัว ต่อ นักเรียน 40 คน เมื่อนำ Multipoint เข้ามาใช้จึงทำให้ Computer 1 เครื่อง สามารถถูกใช้งานได้พร้อมกันจากนักเรียน 40 คน

         ณ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีในการจัดการสอนของครูมีมากมาย เพื่อจะให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนของนักเรียน เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนา คิดค้น จากบริษัทเกี่ยวกับซอฟแวร์ หรือ นักคอมพิวเตอร์ผู้มากด้วยความสามารถหลาย ๆ คน
แต่ สิ่งหนึ่งในการที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มให้การเรียนของนักเรียนมีความน่าสนใจนั้นก็คือ โรงเรียนต้องมีความพร้อมทางเทคโนโลยีพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ มีเพียงพอสำหรับให้นักเรียนได้ศึกษา หากเราไม่นับโรงเรียนเด่น โรงเรียนดังระดับจังหวัด อำเภอ ที่มีนักเรียนเป็นพัน ๆ คน มีห้องปฏิบัติการด้านคอมพิวเตอร์ จำนวนหลายห้องแล้ว ประเทศไทยยังมีโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ที่ไม่เพียงพอต่อนักเรียนอีกมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก , โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งหากใช้โปรแกรม
Multipoint แล้ว จะสามารถพัฒนาการสอนของครูผู้สอน และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้พร้อม ๆ กัน จากคอมพิวเตอร์เพียง 1 เครื่อง

หลักการใช้ Multipoint
-  ในห้องเรียน มีเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง , มี mouse (เม้าส์) จำนวนเท่ากับนักเรียนในชั้นเรียน 1 ห้อง-  ครูเตรียมการสอนโดยใช้ Multipoint-  เมื่อถึงเวลาทำกิจกรรมระหว่างเรียน หรือ การถามตอบ นักเรียนสามารถทำได้พร้อม ๆ กัน นักเรียนสนุก และมีความพร้อมในการเรียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้ทำกิจกรรมในระหว่างการเรียน ทำให้ไม่เบื่อการเรียน-  ลดปัญหาการขาดแคลนคอมพิวเตอร์ในการสอนได้

         
        
อุปกรณ์ที่จำเป็น

-  Usb Hub ชนิดมีอะเดปเตอร์ (ไฟเลี้ยง) เนื่องจากต้องต่อเม้าส์จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแม่ ไปให้นักเรียนได้ใช้จำนวนหลายตัว ดังนั้น Usb Hub ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงเม้าส์ ควรจะต้องมีไฟเลี้ยงเพื่อไม่ให้ดึงไฟจากเครื่องพิวเตอร์ อาจทำให้เครื่องพิวเตอร์ทำงานหนักเพิ่มขึ้น อาจทำให้เม้าส์ไม่ทำงาน-  เครื่องคอมพิวเตอร์-  โปรเจคเตอร์ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ หากไม่มีหรือไม่ใช้ ก็ใช้ทีวีแทนได้เช่นกัน